HALL OF FAME

ร่วมรู้จัก Reid Hoffman ผู้ก่อตั้ง LinkedIn ศูนย์รวมของเหล่านักธุรกิจสุด Professional

_____________________________________________________________________

By TARIT TATIYARAT

Updated July 27th, 2017 

หนึ่งใบผู้บุกเบิกวงการเทคโนโลยี Reid Hoffman เขาคือใคร?


ทุกคนในโลกธุรกิจน่าจะรู้จัก LinkedIn ซึ่งเป็น Social Media Platform ที่เป็นศูนย์รวมของเหล่า Professionals และองค์กรทุกรูปแบบ โดยเจ้าของ Platform นี้เป็นองค์กรที่ทุกคนรู้จักดีซึ่งก็คือ Microsoft บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่นี่เอง แต่ทุกท่านรู้ไหมว่าผู้ก่อตั้ง LinkedIn จริงๆ แล้วไม่ใช่คนของ Microsoft แต่เป็น Reid Hoffman ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการดอทคอมของสหรัฐอเมริกาหลังยุคฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000


ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินมากถึง 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท และอยู่ที่ 159 ของผู้ที่รวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับจาก Forbes แน่นอนว่าการที่ Reid มีทรัพย์สินที่มากขนาดนี้ โดยที่อายุยังไม่ถึง 50 ปี นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน เพราะฉะนั้นผมจะมาเล่าประวัติคร่าวๆ ของเขา ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันครับ


Reid Hoffman นั้นเป็นเด็กที่ชื่นชอบการเล่นเกมส์มาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่เขาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นไม่เกี่ยวกับโลก digital เลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นก็คือวิชาปรัชญา แต่เนื่องจากเขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องคอมพิวเตอร์มากที่คอยแชร์หลายๆ อย่าง เกี่ยวกับโลกออนไลน์เขาฟัง ทำให้ Reid หันเหชีวิตมาสนใจ และทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์


งานแรกที่เขาทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นเริ่มต้นที่ Apple Computer ในยุคที่ Apple ยังไม่ค่อยดังเท่าไหร่ แต่ทว่างานที่เขาทำกลับไม่ได้ราบรื่นมากนัก เขาจึงตัดสินใจลาออก หลังจากนั้นเขาก็ได้สร้าง online dating website ชื่อ socialnet.com ก่อนที่จะมีปัญหากับผู้ร่วมทุน จึงทำให้เขาต้องลาออกอีกครั้งจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมา แต่เขาก็ไม่หยุดแค่นั้น เขาได้มาร่วมทุนในบริษัท Online Payment ของ Peter Thiel เพื่อนสนิทเขา ชื่อ Confinity ซึ่งก็เป็นช่วงก่อนที่ฟองสบู่ดอทคอมกำลังจะแตกในยุคปี 2000 เขากับ Peter ได้จับมือร่วมกับ Elon Musk ที่เป็นคู่แข่งของเขาก่อนหน้านี้ และก็รอดพ้นยุคฟองสบู่มาได้อย่างหวุดหวิดด้วยบริษัทที่ชื่อว่า Paypal.com ในเวลาไม่นาน Paypal ก็ถูกขายให้กับ Ebay ทำให้เขามีเงินทุนในการสร้างฝันของเขาให้เป็นจริงได้ ซึ่งก็คือ LinkedIn นี่เอง


จากประสบการณ์ต่างๆ ทำให้เขาได้มาเป็นวิทยากรสอนคนรุ่นใหม่ๆ ให้ตามโลกแห่งธุรกิจทัน โดยในบทสัมภาษณ์หนึ่งเขาได้กล่าวว่า "Hard work isn't enough. And more work is never the real answer," การขยันมากๆ นั้นไม่เพียงพอ และการทำงานหนักๆ นั้นก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน เปรียบเทียบเหมือนกับการที่คนพยายามขับรถขึ้นเนินสูงชัน แต่ไม่สามารถขึ้นได้ทั้งๆ ที่พยายามหลายรอบโดยที่ไม่เปลี่ยนวิธีเลย Reid บอกว่าทุกๆครั้งที่เราทำอะไรพลาด เราก็ควรจะพยายามหาข้อแก้ไขที่คิดว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้แรงน้อยที่สุด โดยให้คิดเสมอว่าแรงที่เราใช้นั้นมันเป็นสิ่งล้ำค่ามาก ๆ


ที่มา - CNBC


By Bangkok Innovation House Team